เว็บอะรัยดีช้อป

เว็บอะรัยดีช้อป
http://www.webaraideeshopping.com/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Cloud Storage แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Cloud Storage แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

BTS ประกาศยกเลิกบัตรโดยสาร Smart Pass!! เปลี่ยนมาใช้บัตร Rabbit แล้ว

บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้า BTS  ได้ติดประกาศข่าวสำคัญคือยกเลิกจำหน่ายบัตรโดยสารเติมเงิน (Smart Pass) และเปลี่ยนมาใช้บัตร Rabbit แทนบัตรโดยสารเติมเงิน (Smart Pass) ทุกประเภท
บัตร Rabbit นี้ เป็นบัตรที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT และร้านค้าอื่นๆในอนาคตซึ่งได้เคยนำเสนอในบทความก่อนหน้านี้แล้ว และกำลังจะเริ่มดำเนินการทดลองใช้บัตร Rabbit จริงในอีกไม่กี่วันนี้

ผู้ที่มีบัตร BTS Smart Pass ประเภท 30 วัน จะยุติการจำหน่ายบัตรวันที่ 23 เมษายนนี้ และสามารถมาเปลี่ยนเป็นบัตร Rabbit ได้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายนนี้เป็นต้นไป  และ บัตร BTS Smart Pass แบบเติมเงิน จะยุติจำหน่ายบัตรวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ และ สามารถเปลี่ยนเป็นบัตร Rabbit ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป โดยสามารถเปลี่ยนบัตรได้ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ทุกสถานี  


สำหรับผู้ที่จะสมัครใหม่นั้นก็จะเปิดจำหน่ายบัตรใหม่ เป็นบัตร Rabbit ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ทุกแห่ง  เริ่มวันที่ 23 เมษายนนี้ เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกหนูด่วนพลัส ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ์กับแครอท รีวอร์ดส ทางอินเตอร์เน็ตไว้ บัตร Rabbit จะเริ่มทยอยส่งทางไปรษณีย์ถึงบ้าน ในวันที่ 28 เมษายนนี้

ข้อมูลจาก BTS ,  Facebook Carrot Rewords 
ที่มา www.it24hrs.com




วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

ทิปการปรับแต่ง Safari บน iPad ให้ตามใจเรา

คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่ต้องการปรับแต่งการใช้งาน Web Browser? Safari บน iPad ให้ถูกใจคุณ เช่น คุณจะสังเกตว่า เวลาเปิดโปรแกรม Safari ด้านบนจะพบหน้าต่างเล็กๆ ด้านบน ขวามือ ช่วยการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine ซึ่งปกติจะเป็น Google แต่ถ้าคุณต้องการให้เปลี่ยนเป็น Yahoo ก็ทำได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ อีกครับที่จะมาบอกต่อๆ กัน

  1. ปรับแต่ง Search Engine บน iPad
  2. แตะเลือกหัวข้อ Settings
  3. แตะไอคอน Safari
  4. แตะคำว่า Search Engine ?จะพบ Web Search Engine ให้เลือก 3 เว็บคือ Google, Yahoo! และ Bing เลือกตามชอบใจได้เลย
  5. ถ้าต้องการถอยกลับมาหน้าเดิม ให้แตะไอคอนด้านบนชื่อ Safari
  6. ทำความรู้จัก AutoFill
    หัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของการกรอกฟอร์มบนอินเตอร์เน็ต ถ้าเราต้องการให้โปรแกรมกรอกให้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นชื่อที่อยู่ หรือแม้กระทั่งรหัสผ่าน ก็สามารถเลือกหัวข้อนี้ และสั่งให้ ON ได้ครับ นอกจากนี้การกรอกรายละเอียดในส่วนต่างๆ สามารถนำข้อมูลจาก Contact มาใส่ให้อัตโนมัติได้อีกด้วย
  7. หัวข้อ Fraud Warning
    แนะนำให้เปิด ON ไว้เสมอ เพราะโปรแกรมจะคอยตรวจสอบเว็บที่เข้าไปให้ว่า เป็นเว็บที่มีลักษณะหลอกลวงหรือไม่ ถ้าใช่ จะมีการเตือนให้เราทราบ เพื่อเป็นการป้องกันก่อน
  8. JavaScript
    แนะนำให้ ON เสมอ เช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้น หลายๆ เว็บทีเราเข้าไป จะมีปัญหาแสดงไม่สมบูรณ์
  9. Block Pop-ups
    ปัจจุบัน เราสามารถสั่งให้ OFF ได้ เพราะเว็บส่วนหนึ่งก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่แสดงแบบ Pop-ups เหมือนกัน อันนี้ต้องแล้วแต่ความพอใจครับ
  10. Accept Cookies
    แนะนำให้เลือก From visited ครับ
  11. Database
    ไม่ต้องปรับเปลี่ยนก็ได้ครับ
ที่มา http://www.it-guides.com/

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีการเปลี่ยน Facebook Timeline เป็นโปรไฟล์แบบเก่าด้วย TimeLineRemove


กระแสเรื่อง Facebook Timeline แบบใหม่ยังคงมีเสียงบ่นจากผู้ใช้เฟซบุ๊กอยู่เป็นระยะ ๆ และยังมีผู้ใช้อีกจำนวนไม่น้อยที่กำลัง
ค้นหาวิธีการปิดหรือยกเลิก Facebook Timeline ให้เปลี่ยนกลับไปเป็นโปรไฟล์แบบเก่า ในแบบที่คุ้นเคย ซึ่งในความเป็นจริง
Facebook Timeline นั้นไม่สามารถยกเลิกกลับไปเป็นแบบเดิมได้ แต่ก็ยังพอมีทางออกให้สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ไม่ชอบ Facebook
Timeline เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งาน Facebok Timeline อยู่บ้าง ด้วยการใช้โปรแกรมเสริม (Extension) ติดตั้งลงบนเว็บเบราว์เซอร์
ที่ใช้งาน สำหรับ Extension ตัวนี้มีชื่อว่า TimelineRemove (ใช้ได้เฉพาะ Facebook Timeline เท่านั้น ไม่มีผลต่อ Facebook Pages แบบ Timeline)

     TimelineRemove เป็นโปรแกรมเสริม (Extension) สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ โดยรองรับการใช้งานบน Firefox, Google Chrome และ Internet Explorer ซึ่งหน้าที่ของ Extension ตัวนี้ คือเปลี่ยน Facebook Timeline ให้กลับมาแสดงผลเป็นโปรไฟล์แบบเก่า
ทั้งของตัวผู้ใช้งานเองและโปรไฟล์ของเพื่อน ๆ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยาก มาติดตามวิธีการติดตั้ง TimelineRemove กันเลยครับ

  วิธีการติดตั้ง TimelineRemove เพื่อเปลี่ยนเป็นโปรไฟล์แบบเก่า
1.ให้เปิดโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ที่ต้องการติดตั้ง TimelineRemove

2.จากนั้นคลิกดาวน์โหลด TimelineRemove ตามเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน

                              http://www.timelineremove.com/download/TimeLineRemoveFF.xpi

                                 http://www.timelineremove.com/download/TimeLineRemove.crx

                           https://timlineremove.googlecode.com/files/TimeLineRemove-0.5.zip
(Unzip เพื่อแตกไฟล์ จากนั้นดับคลิกไฟล์  TimelineRemove.exe เพื่อติดตั้ง  รองรับ Internet Explorer 8,9,10)
(ทางทีมงานกระปุกดอทคอมได้ตรวจสอบแล้ว Timeline Remove ไม่ใช่ไวรัส มัลแวร์หรือสปายแวร์และปลอดภัย 100%)

3. เริ่มติดตั้ง Extension ลงในเว็บเบราว์เซอร์โดยจะมีหน้าต่างแสดงเตือนการติดตั้ง จากนั้นให้คลิกปุ่ม Install เพื่อติดตั้ง Extension

4. เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ให้ปิดเว็บเบราว์เซอร์และเปิดเบราว์เซอร์ใหม่อีกครั้ง จากนั้นให้เข้าเว็บ Facebook แล้วไปยังหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้งาน จะเห็นได้ว่าหน้าโปรไฟล์ถูกเปลี่่ยนกลับไปเป็นโปรไฟล์แบบเก่า แถมยังแสดงผลได้ดี 100% อีกด้วย


อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เป็นการยกเลิก Facebook Timeline แบบถาวร แต่เป็นเพียงวิธีการซ่อน Facebook timeline ให้กลับเป็นแบบเก่าเท่านั้น โดยผู้ใช้งานที่ติดตั้ง TimelineRemove เท่านั้น ที่จะเห็นเป็นโปรไฟล์แบบเก่า หากผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ไม่ได้ติดตั้ง TimelineRemove ก็จะเห็นหน้าโปรไฟล์ของเราเป็นแบบ Facebook Timeline เหมือนเดิม ข้อดีของ TimelineRemove คือเมื่อติดตั้งแล้ว ไม่ใช่เห็นเฉพาะโปรไฟล์ของตัวเองเป็นแบบเก่า แต่ยังเห็นโปรไฟล์ของเพื่อน ๆ เป็นแบบเก่าอีกด้วย แต่ ข้อด้อยคือ TimelineRemove ยังไม่รองรับการแสดงผล Facebook Pages Timeline แบบใหม่


วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

Phishing เว็บปลอมเป็นเว็บธนาคาร หลอกขโมยข้อมูลสำคัญ ใช้ทำธุรกรรมการเงิน online

UPDATE : เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 เมษายน ฟิชชิง ระบาดอีกครั้ง!! มาพร้อมหน้าเว็บปลอมซึ่งเหมือนจริงมากขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้ iPad และสมาร์ทโฟนมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะถูกหลอกจากเว็บฟิชชิง เพราะไม่มีแจ้งเตือนเว็บฟิชชิงบน TABLET และ สมาร์ทโฟน 
เตือนภัย!! สำหรับผู้ใช้บริการธนาคารบนอินเตอร์เน็ตหรือ e-banking ให้เพิ่มระมัดระวังในการเข้าชมและการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางออนไลน์ต่าง หลังจากไม่กี่วันที่ผ่านมา ทีมงาน..ได้รับเมล์หลอกว่าเป็นของธนาคารชื่อดังธนาคารหนึ่งของไทย เพื่อหวังจะให้ผู้ที่เปิดอ่านเมลล์นี้ คลิกและกรอกใส่ username และ password ซึ่งมีความเสี่ยงถูกขโมย username และ password มาใช้ธุรกรรมการเงิน  ซึ่งลักษณะการหลอกลวงแบบนี้เรียกกันสั้นๆว่า ฟิชชิง (Phishing) นี่เอง


ลักษณะอีเมลล์ Phishing ที่เราได้รับนี้ เนื้อหาเมลล์อ้างว่ามาจากธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งหนึ่งของไทย (แต่เป็นธนาคารที่ไม่ได้สมัครไว้ ) บอกว่า “บัญชีผู้ใช้บริการ E-Banking ของคุณถูกระงับการใช้งาน หากต้องการให้สามารถใช้งานได้ปกติ ให้ใส่ username และ password ยืนยันข้อมูลและเปิดใช้งานบัญชีปกติ” ตอนนี้ทีมงานถึงกับงง เพราะไม่ได้สมัครตามที่ธนาคารอ้างเลย   ทั้งนี้ในจดหมายเมลล์ดังกล่าวมีลิงค์ให้คลิกด้วย เลยลองคลิกเข้าไปดู

ก็พบหน้ากรอก username และช่องใส่ password  ถึง 2 ครั้งดังรูปข้างบนนี้    เลยพอเดาได้ว่าหากเผลอหลงกรอกเข้าไปตามข้อมูลที่เป็นจริงแล้วคลิก NEXT   ผู้ร้ายก็ได้ข้อมูลสำคัญไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Usermame และ password !  และนำข้อมูลของเหยื่ออาจนำไปถอนเงินออนไลน์ ชำระสินค้าออนไลน์ได้
ถึงแม้ว่าเว็บบราวเซอร์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ สามารถกรองเว็บPhishing ได้ แต่จากที่ทีมงานได้ลองกับเว็บไซต์ Phishing ดังกล่าวนี้แล้ว เว็บบราวเซอร์ไม่สามารถช่วยกรองได้ และยังแสดงหน้าเว็บไซต์ธนาคารปลอมให้กรอกชื่อและรหัสผ่านอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แจ้งเตือนว่าเป็น Phishing แต่อย่างใด ยิ่งทำให้ผู้ใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ที่ไม่รู้ทันภัย Phishing นี้ มีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสตกเป็นเหยื่อเว็บปลอมเหล่านี้ได้มากขึ้น งานนี้เสียหายทั้งลูกค้าที่ใช้บริการธนาคาร และกระทบถึงทางธนาคารที่ถูกอ้างในอีเมลล์ด้วย


เมื่อรู้ว่าเราถูกหลอกเผลอใส่ username และ password ตกเป็นเหยื่อของเว็บไซต์ปลอมแล้ว ทำอย่างไร ?
ให้รีบไปติดต่อไปยังธนาคารโดยด่วน ผ่านโทรศัพท์สายด่วนของธนาคาร หรือที่ธนาคารโดยตรง เพื่อรีบเปลี่ยน Password ใหม่ หรือ อายัดบัตร อายัดบัญชี ไม่ให้คนร้ายทำธุรกรรมการเงิน หรือถอนเงินบัญชีของเราไปได้

วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ Phishing

  1. ตรวจสอบว่าคุณได้เปิดบัญชี  และ Internet Banking ของธนาคารอะไรบ้าง หากคุณไม่ได้เปิดบัญชีธนาคารตามที่เมลล์แจ้ง พึงระลึกไว้เสมอว่าอาจเป็นฟิชชิ่ง
  2. จำไว้เสมอว่า…..  “ไม่มีธนาคารสักรายเดียวที่จะสอบถามข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลชื่อบัญชี และรหัสผ่านของเรา ผ่านทาง e-mail”
  3. พิมพ์ URL เข้าเว็บไซต์ธนาคาร ด้วยตัวของท่านเองอย่าเชื่อลิงค์ที่ให้ผ่านทางอีเมลล์
  4. อย่าตอบเมลล์กลับไปยัง Phishing e-mail ให้ลบ e-mail นี้ทิ้งไป 
  5. ช่วยกันเป็นหูเป็นตา…. หากพบ e-mail ที่น่าสงสัยว่าแจ้งเตือนโดยธนาคารนี้จริงหรือไม่  ให้ติดต่อ ธนาคารที่ถูกอ้าง เพื่อให้ทางธนาคารตรวจสอบว่า e-mail ฉบับนั้นๆแจ้งเตือนโดยทางธนาคารจริงหรือไม่ หรือใช่เว็บธนาคารหรือไม่  ถ้ามีข้อมูลว่าเป็น Phishing จริง หรือเว็บปลอมจริงๆ โปรดแจ้งทางธนาคารได้รับทราบ เพื่อเตรียมหลักฐานตามจับกุมดำเนินคดีกับผู้ทำเว็บปลอม
  6. หากรู้ตัวว่าเว็บไซต์นี้เป็นเว็บ Phishing ให้ทำการ copy url ที่อยู่เว็บไซต์นี้มา แล้วเข้าเว็บไซต์ whois.com แล้ววางที่อยู่ url เว็บที่น่าสงสัยว่าจะเป็น Phishing  เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าเว็บนี้จดทะเบียนโดยใคร ซึ่งอาจได้ทราบชื่อเจ้าของเว็บปลอมได้
  7. ควรติดตั้งโปรแกรมรักษาความปลอดภัยพวก Personal Firewall โปรแกรม Antivirus  หมั่นอัพเดตให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ และหมั่นสแกนตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์บ่อยๆด้วย
เพียงเท่านี้คุณก็จะรอดพ้นและรู้ทันจากพวกอีเมลล์ฟิชชิ่งหลอกลวง และ เว็บไซต์ธนาคารปลอม อย่างไรก็ตามเวลาใช้อินเตอร์เน็ตในด้านธุรกรรมการเงินการธนาคารผ่านทางออนไลน์ ควรระมัดระวังและตรวจสอบเว็บไซต์ก่อนพิมพ์กรอกข้อมูลทุกครั้ง 

ที่มา it24hrs.com

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

มารู้จัก Rabbit Card พกบัตรเดียว โดยสารร่วม BTS และ MRT

สำหรับใครโดยสารรถไฟฟ้าทั้ง  BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT คงจะเคยมีคำถามในใจว่า ทำไมจะต้องพก 2 บัตรคือ บัตรรถไฟฟ้า BTS และบัตรรถไฟฟ้า MRT แถมมีบางครั้งก็หยิบบัตรผิด ต่อไปนี้จะถือบัตรเดียวคือ Rabbit Card ซึ่งเป็นบัตรร่วมโดยสาร BTS และ MRT
สำหรับบัตรโดยสารร่วม Rabbit Card สามารถใช้เดินทางร่วมเส้นทางรถไฟฟ้า BTS และ MRT สามารถโดยสารต่อรถได้ตามจุดต่อรถที่มีเส้นทางร่วมกัน และยังสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการ รวมไปถึงการสะสมคะแนนผ่าน Carrot Rewards โดยบัตร Rabbit Card นี้ ส่วนการออกบัตรโดยสาร สามารถออกบัตรได้จากช่องจำหน่ายบัตรโดยสารตามปกติ แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้บริการ

โดยในช่วงแรก ได้มีการเปิดทดลองใช้สำหรับบริษัทในเครือของ BTS, BMCL, BBL (ธนาคารกรุงเทพ) VGI และ BSS ก่อน และล่าสุดได้ทดลองเปิดให้บริการกับผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS ที่เป็นสมาชิกหนูด่วนพลัส สามารถรับบัตรโดยสารร่วม Rabbit Card Limited Edition ได้ก่อนใคร ส่วนเรื่องคะแนนสะสมหนูด่วนพลัสนั้นได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา และยังใช้คะแนนสะสมเดิมโอนมาใช้บน Carrot Rewards แทน โดยสามารถลงทะเบียนที่ Carrot Rewards ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2555 เวลา 12.00 น. ถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 และจะได้รับบัตร Rabbit Card Limited Edition โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้งานได้ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ (ข้อมูลจาก Call Center บัตร โดย twitter @indsm)

ข้อมูลจาก BTS
www.it24hrs.com

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

Storify มิติใหม่ บน Social Network



ปัจจุบัน เชื่อว่าผู้ใช้แต่ละคน มีกลุ่มเพื่อนบน Social Network ที่แตกต่างกัน และหนึ่งคน ก็อาจจะมี Social Network หลายเครือข่าย และแยกกลุ่มในการติดต่อสื่อสาร ทั้งการติดต่อกับเพื่อนเก่าบน Facebook การโพสข้อความบน Micro-blogging อย่าง twitter และยังมี Social Network อื่นๆ อย่าง Path, FourSquare, Instagram และอีกหลายๆเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราจับมาประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าเรื่องราวผ่าน Storify กันไหม

บางครั้งเราอยากจะโพสเรื่องราวต่างๆบน Facebook เพราะอยากจะให้เพื่อนในกลุ่มที่เราที่ทำงานด้วยรู้ หรือให้เพื่อนในกลุ่มได้รู้ผ่าน twitter หรือจะกระชับวงในบน Google+ ลองคิดดูสิว่า วันหนึ่งๆคุณอัพเดตอะไรบน Social Network บ้าง Storify ให้บริการภายใต้สโลแกน “Social Storytelling” เป็นการสร้าง Story จากโพสที่เราโพสขึ้นไปบน Social Network ต่างๆ ให้คนที่สนใจได้ติดตามบน Storify ของเรา

บริการจาก Storify ให้คุณรวบรวมเรื่องราวต่างๆบน Social Network ของคุณมาเล่าเป็นเรื่องราว และบรรยายเป็นเรื่องราวให้ติดตามผ่านเว็บไซต์ โดยจะเหมือนเป็นการสร้างบล็อก วิธีง่ายๆให้เราสร้างเรื่องโดยการดึงเอาโพสที่น่าสนใจของคุณจาก Social Network เพื่อสร้างการบอกเล่าให้น่าสนุกและน่าติดตาม คุณสามารถร้อยเรียงเรื่องราวของคุณได้เอง โดยใช้ข้อมูลจาก Social Network นี่แหล่ะ
โดยใน Storify editor คุณสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆจาก social media ในเครือข่ายต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่คุณกำลังบอกเล่า ไม่ว่าจะเป็นการดึงข้อมูลจาก Twitter, Facebook, YouTube, Flickr, Instagram และเครือข่ายอื่นๆ เพื่อรวมรวบมาเล่าเป็นเรื่องราวของคุณเอง ถ้าเป็นข้อความที่มีคนพูดถึงคุณ ก็จะยกมาทั้งข้อความเพื่ออ้างอิงเจ้าของโพสด้วย วิธีการง่ายๆในการสร้าง Storify ของคุณ โดยการลากข้อความที่สนใจจาก Social Network ด้านขวา มาวางทางด้านซ้ายซึ่งเป็น Storify ของเรา นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเติมข้อความบรรยายภาพหรือโพสนั้นๆได้ด้วย

บริการนี้ไม่ได้เป็นการดึง Feed ของ Social Network มาแสดง แต่จะใช้เป็นองค์ประกอบในการเล่าเรื่องโดยยึดตาม Topic ทั้งการนำเอาสถานะที่โพส รูปภาพ หรือวีดีโอมาใช้ในการเล่าเรื่อง ฟังดูเหมือนกับการเขียนบล็อกใช่ไหมล่ะ ลองคิดในหัวก่อนโพส ว่าเราจะเขียนเรื่องอะไรก็นำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นมาใส่ เป็นการนำองค์ประกอบต่างๆของเนื้อหามาบอกเล่าเรื่องราว ทำให้เรื่องราวของคุณน่าสนใจขึ้น และยังสามารถแก้แต่งแก้ไขเรื่องราวที่คุณสร้างได้ด้วย รวมไปถึงหากมีการอัพเดตเพิ่มเติมก็แก้ไขได้อีกในภายหลัง
นอกจากนี้ถ้าอยากจะแต่งเติมเนื้อหาให้เข้มข้นน่าสนใจมากขึ้น ก็สามารถนำเอา Embed Code มาแปะได้ ทั้งบนบล็อกของ WordPress และ Drupal หรือจะโพสลง Tumblr หรือ Posterous หรือแม้แต่ส่งอีเมล์เป็น Newsletter ได้ด้วย Mailchimp
และเรายังสามารถแชร์ให้กับเพื่อนๆ หรือ Mention ที่เพื่อนพูดถึงเราใน Storify ของเราได้อีกด้วย
ลองสร้าง Storify

ขั้นแรกคือการสมัคร โดยใช้ Social Network ของเรา ใช้ twitter หรือ facebook สมัครก็ได้
จากนั้นเลือก username ซึ่งจะได้เป็น URL http://storify.com/username ของคุณ
เราสามารถสร้าง Storify ของเราเองได้ โดยการนำเอา Quote ของ Social Network ที่เราใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Youtube, Instagram, Flickr, Google+ หรือนำ Embed HTML Code มาใช้เป็นองค์ประกอบในการบอกเล่าเป็นเรื่องราว

แต่ถ้าใครไม่ได้ทวิต ไม่ได้โพสอะไรมาก (หรือไม่รู้จะโพสอะไร) แต่อยากจะทำ Storify ก็สามารถทำได้โดยการติดตั้ง Storify Bookmarklet บน Google Chrome Extension เพื่อกดเพิ่มเนื้อหา Quote ข้อความที่เราสนใจ หรือภาพถ่ายก็ได้เช่นกัน
บริการ Storify ถือเป็นบริการที่น่าสนใจและสามารถใช้ได้ทุกคน รวมไปถึงสามารถนำมาใช้บอกเล่าเรื่องราว และเป็นไดอารี่ บอกเล่าว่า วันไหนเราไปงานไหน ไปที่ไหนบ้าง และมีอะไรที่เราประทับใจ
สำหรับ Storify นั้นเคยได้รับการจัดอันดับ 40 จาก 50 เว็บไซต์ที่ดีที่สุดของปี 2011 คุณสามารถติดตาม Storify ผ่านทาง Twitter และ Storify ของบริการเอง นอกจากนี้ยังมีแอพ Storify บน iOS ด้วย
ติดตาม Co-founded ของ Storify ได้ที่ @burtherman และ @xdamman

ข้อมูลจาก Storify เรียนรู้เพิ่มเติม
ที่มา http://www.it24hrs.com/

บริการ Google Cloud Storage เมษายน 2555 นี้พบกัน

Gmail มีจุดเด่นในการให้บริการด้วยขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อความ ไฟล์แนบที่ใหญ่มหึมา ขณะนี้ผู้ใช้ Gmail จะได้พื้นที่ในการจัดเก็บอีเมล์ ข้อความ ภาพถ่าย ไฟล์แนบ เอกสาร และรูปภาพบน Picasa ฟรีในขนาดพื้นที่เริ่มต้น 7GB และยังสามารถซื้อพื้นที่จัดเก็บอีเมล์เพิ่มได้อีก เป็นข่าวที่น่ายินดีหาก Google จะเปิดตัวบริการ Google Cloud Storage service สำหรับลูกค้าทั่วไปอย่างเป็นทางการเสียที ก่อนหน้านี้ Google มีบริการ Google Cloud Connect สำหรับนักพัฒนา

สำหรับพื้นที่ Gmail จะเรียกว่า Google Storage (ไม่ใช่บริการ Cloud) โดยจะแชร์การเก็บข้อมูลระหว่าง Gmail, Picasa Web Albums และ Google Docs สำหรับพื้นที่ฟรีบน Gmail จะแบ่งออกเป็น Gmail จัดเก็บเฉพาะข้อความและไฟล์แนบ บนพื้นที่ฟรีเริ่มต้น 7GB ที่จะเพิ่มให้เรื่อยๆ ส่วนเอกสาร สามารถอัพโหลดเพื่อจัดเก็บบน Google Docs ได้ 1GB โดยเอกสารที่สร้างบน Google Docs และไฟล์ที่แปลงมาจะไม่นับบนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในส่วนนี้ แต่จะมีการจำกัดขนาดไฟล์ที่อัพโหลด ส่วน Picasa Web จะมีพื้นที่จัดเก็บภาพและวีดีโอให้ 1GB โดยไฟล์ที่อัพโหลดจะต้องมีขนาดตามที่กำหนด สามารถอัพโหลดภาพขึ้นไปบน  Picasa Web Albums ได้ และอัพโหลดภาพขนาดจริงโดยผ่าน Google+ ได้จากโปรแกรม Picasa 3.9 ส่วน Google+ นั้นไม่จำกัดพื้นที่ในการอัพโหลดรูป แต่จะย่อขนาดภาพให้เหลือ 2048 pixels โดยอัตโนมัติ และจัดเก็บวีดีโอที่มีความยาว 15 นาทีได้ฟรี โดยพื้นที่บน Gmail นั้นจะแบ่งแยกบริการใครบริการมันเลย บริการใดให้พื้นที่เท่าใดก็ใช้งานได้เท่านั้น ไม่สามารถแชร์พื้นที่ร่วมกันได้

GDrive มาก่อน แต่ไม่ใช่ Google Cloud Storage
หากเป็นผู้ใช้ทั่วไป ความจุขนาด 7GB ใช้ของฟรี เก็บแค่ข้อความ ไฟล์แนบรวมกันก็เหลือๆ พื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้นทางผู้ผลิตซอฟต์แวร์ 3rd party จาก Bjarke Viksoe จึงมีการออกบริการ ภายใต้ชื่อ Gmail Drive หรือ GDrive หากสังเกตดีๆก็จะทราบว่า บริการนี้เป็นของ 3rd party ไม่ใช่บริการอย่างเป็นทางการจากทาง Google บริการนี้เป็นเพียงบริการที่นำเอาพื้นที่ Gmail มาจำลองบนคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยการติดตั้งโปรแกรมลงบนคอมพิวเตอร์ใช้งานพื้นที่จำลองเป็นไดร์วที่มีช๊อตคัตบน My Computer วิธีการก็เหมือนกับการ Map Network Drive บน Windows นั่นเอง วิธีการจัดเก็บเป็นเพียงการส่งอีเมล์แนบไฟล์ เมื่อจะใช้ก็ดาวน์โหลดมาใช้งาน ไม่ใช้บริการ Cloud แต่อย่างใด
แต่แล้วความฝันของหลายๆคนก็เป็นจริง กับการเปิดตัวบริการ Google Cloud Storage สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอย่างเป็นทางการจาก Google ในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่เป็นข่าวลือมาตั้งแต่ปี 2006 ยันปี 2007 แถมยังมีการอ้างอิงจากหลายสื่อในหลายๆครั้ง จนมาถึงปี 2010 ที่มีการเปิดตัว Google Docs ให้อัพโหลดเอกสารและไฟล์ต่างๆได้ ผู้ใช้หลายคนจึงคาดหวังว่า Google จะเปิดบริการ Cloud Storage ในเร็ววันนี้
ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้ หลายๆคนเห็นการขยับตัวของบริการ Cloud อย่าง Box, Dropbox, SugarSynce ก็แอบฝันว่า เมื่อไหร Google จะเปิดบริการ Cloud อย่างเป็นทางการสำหรับผู้ใช้ทั่วไปสักที ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวลืออีกครั้งเกี่ยวกับรายงานจาก The Wall Street Journal เรื่องการเปิดบริการ Google Cloud Storage
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวลือมานาน (หลายระลอกมาก) รอบนี้เห็นท่าทีว่า Google จะทำให้ฝันของผู้ใช้เป็นความจริง (เสียที) โดยจะมีการเปิดตัวบริการ Google Cloud Storage ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนนี้ งานนี้ Google ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ และยังแบ่งรับแบ่งสู้จนทำให้ผู้ใช้อย่างเราๆเริ่มไม่แน่ใจว่า เป็นข่าวลืออีกแล้วใช่ไหมเนี่ย?
แต่จากข้อมูลที่ได้รับจาก Google คือการเสนอพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์บน Cloud ให้ 1GB ฟรีๆ แต่ถ้าต้องการพื้นที่มากขึ้นก็จะต้องจ่ายเพิ่ม ตอนนี้ผู้นำตลาด Cloud Storage อย่าง Dropbox พื้นที่ฟรี 2GB
บริการ Cloud Storage จาก Google นั้นน่าจะเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ ด้วยอินเทอร์เฟซที่คล้ายกับ Google Docs และเป็นเรื่องที่น่ายินดีหากว่ามีการนำเสนอบริการ Google Apps สำหรับลูกค้าทั่วไปและบริการจดโดเมนด้วย (ปัจจุบันเป็นบริการสำหรับลูกค้าองค์กร) นอกจากนี้ Google ยังได้สร้าง API สำหรับแอพที่เป็น third party เพื่อจัดเก็บแอพหรือรันบน Google Cloud Storage ได้ด้วย

ข้อมูลจาก Washingtonpost GiGaOM
ที่มา http://www.it24hrs.com/

บทความที่ได้รับความนิยม 10 อันดับ